ค่าขนส่งทางเรือมีอะไรบ้าง อัตราประมาณเท่าไหร่ คำนวณอย่างไรดี
ค่าขนส่งทางเรือมีอะไรบ้าง อัตราประมาณเท่าไหร่ คำนวณอย่างไรดี
หากคุณคิดว่าการจัดการค่าขนส่งทางเรือ เป็นเพียงการใส่สินค้าเข้าตู้แล้วรอรับปลายทาง คุณอาจกำลังมองข้ามต้นทุนแฝงและขั้นตอนจุกจิกมหาศาลที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำ หากบริหารจัดการไม่ดีก็อาจเปลี่ยนจากกำไรให้กลายเป็นขาดทุนได้ง่ายๆ บทความนี้จะพาคุณไปถอดรหัสเกี่ยวกับ ประเภทของการขนส่ง ทางเรือ ค่าขนส่งทางเรือทุกชนิด รวมถึงสอนวิธีคำนวณต้นทุนที่คุณต้องจ่ายจริงแบบเข้าใจง่าย เพื่อให้คุณเลือกใช้บริการได้ตรงโจทย์และคุมงบประมาณธุรกิจได้อยู่หมัด
ค่าขนส่งทางเรือ คืออะไร?
ค่าขนส่งทางเรือ (Ocean Freight) คือ ค่าใช้จ่ายสำหรับลำเลียงสินค้าผ่านทางทะเลด้วยเรือบรรทุกขนาดใหญ่จากท่าเรือต้นทางไปยังท่าเรือปลายทางทั่วโลก ประกอบด้วยค่าระวางเรือพื้นฐานและค่าธรรมเนียมจุกจิกต่างๆ เช่น ค่าเชื้อเพลิง และค่าจัดการตู้สินค้า ค่าใช้จ่ายนี้มีต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยที่ประหยัดที่สุดเมื่อเทียบกับการขนส่งรูปแบบอื่น เพราะจะไม่ได้ครอบคลุมเพียงแค่ค่าระวางเรือเท่านั้น แต่ยังรวมถึงค่าธรรมเนียมการจัดการที่ท่าเรือ ค่าเอกสารสิทธิ์ และค่าบริการเสริมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดการเดินทางผ่านน่านน้ำสากลอีกด้วย
ค่าขนส่งทางเรือ มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?
1. ค่าระวางเรือ (Ocean Freight)
ค่าระวางเรือ คือค่าธรรมเนียมหลักในการจองพื้นที่บนเรือ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายส่วนแรกที่คุณต้องจ่ายให้กับสายเรือหรือตัวแทนขนส่ง โดยราคาจะผันผวนตามกลไกตลาด ระยะทาง และปริมาณสินค้า หากส่งแบบ LCL จะคำนวณตามปริมาตรสินค้า (CBM) แต่ถ้าเป็นแบบ FCL จะคิดเป็นราคาเหมาต่อตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งค่าระวางนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ทุกสัปดาห์ตามสถานการณ์การค้าโลก
2. ค่าธรรมเนียมภาระหน้าท่าเรือ (Terminal Handling Charge)
ค่าธรรมเนียมภาระหน้าท่าเรือ หรือที่ใครหลายคนรู้จักกันในชื่อ THC เป็นค่าใช้จ่ายที่ท่าเรือเรียกเก็บสำหรับการจัดการตู้สินค้าภายในท่า เช่น การใช้เครนยกตู้สินค้าลงจากเรือหรือยกขึ้นวางบนเรือ รวมถึงการจัดหมวดหมู่ตู้ในลานวางสินค้า ค่าใช้จ่ายส่วนนี้มักคิดเป็นอัตราตายตัวต่อตู้สำหรับ FCL หรืออาจคิดตามสัดส่วนสำหรับ LCL จัดเป็นค่าธรรมเนียมท้องถิ่น (Local Charge) ที่ต้องจ่ายทั้งท่าเรือต้นทางและปลายทาง
3. ค่าธรรมเนียมน้ำมันและส่วนต่างสกุลเงิน (BAF & CAF)
ค่าธรรมเนียมน้ำมันและส่วนต่างสกุลเงิน คือค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มที่สายเรือเรียกเก็บเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของปัจจัยภายนอก โดย BAF (Bunker Adjustment Factor) จะปรับเปลี่ยนตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลก ส่วน CAF (Currency Adjustment Factor) จะปรับตามความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ค่าธรรมเนียมเหล่านี้ถูกระบุเป็นเปอร์เซ็นต์หรืออัตราคงที่บวกเพิ่มเข้าไปในค่าระวางเรือหลัก
4. ค่าธรรมเนียมการจัดการเอกสาร (Documentation Fee)
ในการขนส่งระหว่างประเทศจะมีเอกสารสำคัญหลายฉบับที่ต้องจัดทำ เช่น ใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading) และใบแจ้งยอดหนี้ โดยสายเรือหรือตัวแทนจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการดำเนินการจัดทำและเดินเอกสารเหล่านี้ รวมถึงค่าธรรมเนียมในการส่งข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้กับศุลกากร (Manifest Fee) เพื่อให้สินค้าผ่านไปได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
5. ค่าธรรมเนียมสิ่งแวดล้อมและมาตรการความปลอดภัย (LSS & ISPS)
เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามระเบียบข้อบังคับสากล โดย LSS (Low Sulphur Surcharge) เป็นค่าธรรมเนียมสำหรับการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีค่ากำมะถันต่ำเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมตามกฎระเบียบของ IMO และ ISPS (International Ship and Port Facility Security Code) เป็นค่าธรรมเนียมเพื่อการรักษาความปลอดภัยของท่าเรือและเรือเดินเรือ เพื่อป้องกันภัยคุกคามและการก่อการร้ายสากล
อัตราค่าขนส่งทางเรือแต่ละแบบ ราคาประมาณเท่าไหร่?
โดยทั่วไปแล้วอัตราค่าขนส่งทางเรือจะไม่มีราคาตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับระยะทาง ประเภทสินค้า และสถานการณ์โลกในตอนนั้น แต่เพื่อให้คุณเห็นภาพคร่าวๆ เราจะขอแบ่งช่วงราคาตามรูปแบบการขนส่งยอดนิยม ดังนี้
รูปแบบการส่งสินค้าและราคาโดยประมาณ
การขนส่งแบบ LCL (แชร์ตู้) สำหรับเส้นทางในเอเชีย เช่น จีน เวียดนาม และญี่ปุ่น มีราคาประมาณ 1,300 - 3,500 บาท โดยคิดค่าบริการต่อ CBM (ลูกบาศก์เมตร)
- สำหรับเส้นทางยุโรป เช่น อังกฤษ และเยอรมนี ราคาขนส่งแบบ LCL จะอยู่ที่ประมาณ 3,000 - 5,500 บาท ต่อ CBM (ลูกบาศก์เมตร)
- ส่วนเส้นทางอเมริกา ฝั่งตะวันตก เช่น LA และ Long Beach มีราคาประมาณ 4,200 - 6,500 บาท ต่อ CBM
ในกรณีการขนส่งแบบ FCL (เหมาตู้) เส้นทางเอเชียมีราคาประมาณ 5,500 - 18,000 บาท คิดแบบต่อตู้ (Flat Rate)
- เส้นทางยุโรปมีราคาประมาณ 55,000 - 85,000 บาท ต่อตู้
- และเส้นทางอเมริกามีราคาประมาณ 75,000 - 115,000 บาท ต่อตู้
คำแนะนำ: ราคาในตารางเป็นเพียงราคาตลาดเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้วราคาอาจเปลี่ยนแปลงไปทุกๆ สัปดาห์ ดังนั้นก่อนส่งของทุกครั้งควรขอใบเสนอราคาแบบ All-in Rate ที่รวมค่าธรรมเนียมทุกอย่างแล้ว ซึ่งจะช่วยให้คุณไม่เจอกับงบบานปลายในภายหลัง
แล้วค่าใช้จ่ายแฝงที่มาพร้อมกับอัตราค่าขนส่งทางเรือ ประมาณเท่าไหร่?
นอกจากค่าระวางเรือในตารางแล้ว อย่าลืมเผื่อใจและเผื่อเงินสำหรับค่าธรรมเนียมที่ถูกแยกออกมาในใบเสนอราคาด้วยเสมอ ไม่ว่าจะเป็น…
- THC (Terminal Handling Charge): เป็นค่าภาระหน้าท่าเรือ ประมาณ 4,000 - 8,000 บาท (ขึ้นอยู่กับประเภทตู้)
- BAF (Bunker Adjustment Factor): เป็นค่าธรรมเนียมน้ำมัน ซึ่งในปี 2026 อาจมีการผันผวนประมาณ 10-30% ของค่าเรือหลัก
- Documentation Fee: เป็นค่าจัดทำเอกสาร ประมาณ 1,500 - 3,000 บาท ต่อชุด
- LSS (Low Sulphur Surcharge): เป็นค่าธรรมเนียมน้ำมันกำมะถันต่ำ เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายเดินเรือสากล
วิธีคำนวณคิดค่าขนส่งทางเรือ มีกี่แบบ?
การคำนวณค่าขนส่งทางเรือไม่ได้มีแค่ตัวเลขน้ำหนักเหมือนการส่งพัสดุไปรษณีย์ครับ แต่วงการโลจิสติกส์จะใช้หลักการเปรียบเทียบระหว่าง "ปริมาตร" กับ "น้ำหนัก" เพื่อดูว่าสินค้าของคุณกินพื้นที่บนเรือมากแค่ไหน โดยมีขั้นตอนการคิดดังนี้ครับ
1. คำนวณปริมาตรสินค้า (CBM)
สำหรับการขนส่งทางเรือ (โดยเฉพาะแบบ LCL) หน่วยวัดที่เป็นมาตรฐานสากลคือ CBM (Cubic Meter) หรือ ลูกบาศก์เมตร โดยใช้สูตรด้านล่างนี้ เพื่อเทียบราคากับเจ้าอื่นได้เลย
กว้าง (เมตร) x ยาว (เมตร) x สูง (เมตร) = จำนวน CBM
ตัวอย่าง: สินค้าขนาด 1.2 ม. x 1.0 ม. x 1.0 ม. = 1.2 CBM หากค่าเรือไปจีนคือ 2,000 บาท/CBM
คุณจะจ่ายค่าเรือพื้นฐานที่ 2,400 บาท (ยังไม่รวมค่า Local Charge และภาษี)
2. เปรียบเทียบกับน้ำหนัก (Weight VS Volume)
สายเรือจะมีเกณฑ์กำหนดที่เรียกว่า Revenue Ton เพื่อเลือกคิดเงินจากสิ่งที่มากกว่า ระหว่างน้ำหนัก และปริมาตร โดยใช้เกณฑ์มาตรฐานคือ 1 CBM เท่ากับ 1,000 กิโลกรัม (1 ตัน)
- กรณีที่ 1 (ของหนักแต่เล็ก): ถ้าของหนัก 1.5 ตัน แต่มีปริมาตรแค่ 1 CBM สายเรือจะคิดราคาที่ 1.5 (Weight Ton)
- กรณีที่ 2 (ของเบาแต่ใหญ่): ถ้าของหนัก 0.5 ตัน แต่มีปริมาตรถึง 2 CBM สายเรือจะคิดราคาที่ 2 (Measurement Ton)
3. บวกค่าธรรมเนียมท้องถิ่น (Local Charges)
นี่คือจุดที่คนส่วนใหญ่ลืมคำนวณ ซึ่งบางครั้งบวกแพงกว่าค่าเรือเสียอีก ประกอบไปด้วยค่า THC (Terminal Handling Charge) เป็นค่าจัดการตู้สินค้าที่ท่าเรือ, ค่า Doc Fee: ค่าทำเอกสาร B/L และใบขนสินค้า, ค่า CFS Fee (สำหรับ LCL) เป็นค่าเช่าพื้นที่โกดังเพื่อรวม/แยกสินค้าในตู้ และค่าพิกัดศุลกากร เป็นค่าธรรมเนียมการเดินพิธีการ
4. สรุปราคารวม (All-in Cost)
การคำนวณต้นทุนรวม ไม่ใช่เพียงแค่การดูราคาค่าเรือที่โชว์บนหน้าเว็บเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาจากส่วนประกอบ 3 ส่วนหลักมาบวกกัน เริ่มจากค่าระวางเรือพื้นฐานที่คิดตามปริมาตรสินค้า (CBM) หรือน้ำหนักจริงที่เราคำนวณไว้ก่อนหน้า บวกกับค่าธรรมเนียมท้องถิ่น เช่น ค่าเอกสาร ค่าจัดการตู้ที่ท่าเรือ และค่าคลังสินค้า ซึ่งเป็นต้นทุนคงที่ที่ต้องจ่ายเสมอ และสุดท้ายคือภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มตามพิกัดของสินค้านั้นๆ หากคุณรวมทั้ง 3 ส่วนนี้เข้าด้วยกัน ก็จะได้ต้นทุนที่แท้จริงที่สินค้าชิ้นนั้นเดินทางมาถึงมือคุณ
ไม่อยากให้กำไรหาย มีตัวช่วยลดค่าใช้จ่ายแฝงบ้างไหม?
1. ERP ขนส่ง (Enterprise Resource Planning)
ERP คือระบบที่รวบรวมทุกแผนกในองค์กรให้เชื่อมถึงกันแบบ Real-time ตั้งแต่ฝ่ายขาย ฝ่ายปฏิบัติการ ไปจนถึงฝ่ายจัดซื้อ ข้อดีของการใช้ ERP ขนส่ง คือการช่วยลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายแฝงตัวฉกาจ ระบบจะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมว่าตู้ไหนกำไร ตู้ไหนขาดทุน ช่วยให้ตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้แม่นยำขึ้น และลดข้อผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลด้วยมือที่อาจนำไปสู่ค่าปรับหรือค่าธรรมเนียมเอกสารที่ผิดพลาด
2. โปรแกรมบริหารงานขนส่ง TMS (Transport Management System)
โปรแกรมบริหารงานขนส่ง จะเน้นไปที่การบริหารการจัดส่งโดยเฉพาะ ช่วยให้คุณวางแผนเส้นทางและการจัดวางสินค้าอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด ระบบนี้จะเข้ามาช่วยลดค่าใช้จ่ายแฝงในส่วนของค่าระวางเรือที่อาจจะจองมาเกินความจำเป็น หรือลดเที่ยวรถเปล่าในการขนส่งทางบก ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำลงและสามารถแข่งขันในตลาดได้ดีขึ้น
3. Fleet Management System (ระบบจัดการกองรถ)
หากธุรกิจของคุณมีรถหัวลากหรือรถบรรทุกเป็นของตัวเอง ระบบ Fleet Management System จะช่วยลดค่าใช้จ่ายแฝงด้านการบำรุงรักษาและน้ำมันได้ดีผ่านการติดตามพฤติกรรมการขับขี่ การแจ้งเตือนเช็กระยะ และการตรวจสอบการทุจริตน้ำมัน ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้หากไม่มีระบบติดตาม (GPS Tracking) มันจะกลายเป็นต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็นแต่กลับมาปริมาณมหาศาล การมีระบบจัดการกองรถที่ดีจะช่วยยืดอายุการใช้งานพาหนะและลดอุบัติเหตุที่อาจทำให้สินค้าเสียหายได้
4. ระบบบัญชีธุรกิจขนส่ง
ความยุ่งยากของค่าขนส่งคือภาษีและค่าธรรมเนียมย่อย การมี ระบบบัญชีธุรกิจขนส่ง ที่ถูกออกแบบมาเพื่อธุรกิจขนส่งโดยเฉพาะจะช่วยจัดการเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย และค่าใช้จ่ายค้างจ่าย ได้อย่างแม่นยำ จึงลดความเสี่ยงจากการโดนค่าปรับทางภาษีและช่วยให้คุณตรวจสอบกำไร-ขาดทุนรายตู้หรือราย Job ได้ทันที ทำให้คุณรู้เท่าทันสถานะทางการเงินและไม่ปล่อยให้ค่าธรรมเนียมท้องถิ่นมากลืนกินกำไรไปโดยไม่รู้ตัว
คำแนะนำ: หากคุณเป็นธุรกิจขนาดเล็ก อาจเริ่มจาก TMS หรือระบบบัญชีก่อน แต่ถ้าเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อน การขยับไปใช้ ERP ขนส่ง ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในระยะยาว
แม้ว่าค่าขนส่งทางเรือจะมีค่าใช้จ่ายแฝงและขั้นตอนทางศุลกากรที่ดูยุ่งยาก แต่หากคุณคำนวณต้นทุนรวมและรู้จักนำระบบที่มีประโยชน์ต่อการขนส่งมาใช้ในธุรกิจได้อย่างถูกต้อง ก็จะช่วยลดความเสี่ยงด้านงบบานปลายได้ในระยะยาว และการเปลี่ยนจากการจดบันทึกด้วยมือมาสู่การใช้ข้อมูลที่เป็นระบบ ไม่เพียงแต่จะช่วยอุดรอยรั่วของต้นทุนที่มองไม่เห็น แต่ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างมั่นคง