22 พฤษภาคม 2569

เปิดโครงสร้างค่าขนส่งทางบก บริหารอย่างไรให้คุ้มทุน ไม่โดนบวกเพิ่ม

ค่าขนส่งทางบก

หากคุณกำลังสงสัยว่าทำไมยอดขายก็ดีแต่กำไรหายไปเยอะกว่าที่คิด คำตอบอาจซ่อนอยู่ในค่าขนส่งทางบกที่คุณจ่ายไปในทุกๆ วัน เพราะเม็ดเงินส่วนนี้ไม่ได้หมายถึงแค่ค่าจ้างรถจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งเท่านั้น แต่มันคือศาสตร์ของการบริหารต้นทุนแฝงและพื้นที่ที่ถ้ามองข้ามเพียงนิดเดียว ค่าใช้จ่ายจุกจิกอาจกัดกินกำไรของคุณไปจนหมด บทความนี้จะมากะเทาะเปลือก ประเภทของการขนส่ง ทางบก โครงสร้างราคาที่คุณต้องจ่าย พร้อมเผยปัจจัยที่ทำให้งบขนส่งบานปลายที่เจ้าของธุรกิจหลายคนมักมองไม่เห็น

ค่าขนส่งทางบก คืออะไร?

ค่าขนส่งทางบก คือ เม็ดเงินที่เป็นทั้งต้นทุนและดัชนีชี้วัดกำไรในโลกของโลจิสติกส์ ตั้งแต่ค่าน้ำมัน ค่าเสื่อมสภาพของตัวรถ ไปจนถึงค่าแรงคนขับที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายสินค้าจากหน้าโรงงานไปสู่ปลายทางด้วยยานพาหนะชนิดต่างๆ ค่าขนส่งไม่ใช่แค่ราคาที่ตกลงกันในใบเสนอราคา แต่มันคือการบริหารจัดการพื้นที่และเวลาให้คุ้มค่าที่สุด เพราะถ้าบริหารไม่ดี ค่าใช้จ่ายจุกจิกอย่างค่าเสียเวลาจอดรอหรือค่าเที่ยวรถเปล่าก็อาจกัดกินกำไรได้มากกว่าที่คุณคิด

ค่าขนส่งทางบก มีอะไรบ้าง?

ค่าขนส่งทางบก ไม่ได้มีเพียงแค่ตัวเลขกลมๆ ที่เราจ่ายเป็นค่าจ้างรถเท่านั้น แต่หากดูลึกถึงโครงสร้างต้นทุนแล้วจะพบว่ามันประกอบไปด้วยค่าใช้จ่ายหลายส่วนที่แปรผันตามประเภทของงานและเงื่อนไขการส่งมอบ ซึ่งคุณควรจะเข้าใจองค์ประกอบเหล่านี้เพื่อวางแผนการเงินของธุรกิจได้แม่นยำยิ่งขึ้น

1. ค่าระวางสินค้าพื้นฐาน (Freight Charge)

ค่าระวางสินค้าพื้นฐาน เป็นค่าใช้จ่ายหลักในการจ้างรถขนส่ง โดยทั่วไปจะคิดตามเกณฑ์ที่ตกลงกัน เช่น คิดตามน้ำหนัก (กิโลกรัม/ตัน), คิดตามปริมาตรพื้นที่ (CBM) หรือเหมาคันตามประเภทรถที่ใช้ ไม่ว่าจะเป็นรถกระบะ รถบรรทุก หรือรถเทรลเลอร์ ค่าระวางนี้จะสะท้อนถึงระยะทางและความยากง่ายของเส้นทาง รวมถึงมาตรฐานการบริการของผู้ขนส่งแต่ละราย

2. ค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิง (Fuel Surcharge)

เนื่องจากราคาน้ำมันมีความผันผวนสูงและเป็นต้นทุนหลักมากถึง 30-40% ของการขนส่งทางบก หลายบริษัทจึงคิดค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิงแยกออกมาจากค่าระวางพื้นฐาน เพื่อให้ราคาที่ได้สะท้อนถึงต้นทุนจริงในแต่ละช่วงเวลา การเข้าใจเกณฑ์การปรับขึ้นลงของค่าธรรมเนียมจะช่วยให้คุณประเมินต้นทุนสินค้าได้คร่าวๆ ล่วงหน้า แม้ในช่วงที่วิกฤตราคาน้ำมันสูงขึ้น

3. ค่าใช้จ่ายหน้างานและค่าเสียเวลา (Demurrage & Extra Services)

บ่อยครั้งที่งบประมาณบานปลายเพราะมีค่าใช้จ่ายหน้างานและค่าเสียเวลาเพิ่มขึ้น ณ จุดรับ-ส่งสินค้า เช่น ค่าจอดรอขึ้นของเกินเวลาที่กำหนด, ค่าแรงพนักงานยกของในกรณีสินค้าไม่ได้จัดเรียงบนพาเลท หรือค่าใช้จ่ายในการแวะส่งสินค้าหลายจุด หากคุณจัดการคิวรถไม่ดีหรือไม่ได้ใช้ โปรแกรมบริหารจัดการรถ เข้ามามอนิเตอร์เวลาหน้างาน อาจทำให้ค่าใช้จ่ายส่วนนี้กลายเป็นต้นทุนแฝงที่กัดกินกำไรโดยไม่รู้ตัว

4. ค่าประกันภัยสินค้า (Transit Insurance)

สำหรับการขนส่งสินค้าที่มีมูลค่าสูงหรือเสี่ยงต่อการเสียหาย การยอมจ่ายเงินค่าประกันภัยสินค้าขนส่งรายเที่ยวหรือรายปีถือเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นมาก นั่นก็เพื่อโอนย้ายความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดบนท้องถนน แม้จะเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มเข้ามา แต่เมื่อเทียบกับความเสียหายหากสินค้าพังเสียหายแล้ว การลงทุนในส่วนนี้ถือเป็นเรื่องจำเป็นที่เจ้าของธุรกิจไม่ควรมองข้าม

5. ค่าธรรมเนียมพิเศษและค่าผ่านทาง (Tolls & Special Fees)

เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามเส้นทางจริง เช่น ค่าทางด่วน ค่าผ่านทางพิเศษ หรือค่าธรรมเนียมการเข้าพื้นที่เฉพาะ เช่น ท่าเรือ หรือคลังสินค้าทัณฑ์บน นอกจากนี้หากเป็นงานขนส่งข้ามพรมแดนอาจรวมถึงค่าพิธีการทางเอกสารเบื้องต้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ควรถูกบันทึกลงใน โปรแกรมบัญชีขนส่ง อย่างละเอียด เพื่อใช้ในการคำนวณกำไร-ขาดทุนรายเที่ยวให้แม่นยำที่สุด

การคิดค่าขนส่งทางบกมีกี่แบบ?

โดยทั่วไปแล้ว บริษัทขนส่งจะมีเกณฑ์ประเมินราคาหลักๆ อยู่ 3 ประเภท ขึ้นอยู่กับลักษณะงานและประเภทของรถ ดังนี้

1. คิดตามน้ำหนักหรือปริมาตร

เป็นมาตรฐานสากลสำหรับกลุ่มสินค้าทั่วไป โดยบริษัทขนส่งจะเปรียบเทียบระหว่างน้ำหนักจริงกับขนาดของสินค้า แล้วเลือกค่าที่สูงกว่ามาคำนวณ วิธีนี้เหมาะสำหรับการส่งสินค้าแบบไม่เต็มรถ (LTL) แต่มีข้อควรระวังคือ สินค้าที่น้ำหนักเบาแต่กินพื้นที่มาก เช่น ลังเปล่าหรือโฟม อาจมีค่าขนส่งที่สูงกว่าสินค้าที่หนักแต่มีขนาดเล็ก

2. คิดราคาเหมาคัน

เป็นการจ้างแบบเหมาพาหนะตามประเภทรถ เช่น เหมาสิบล้อหรือเทรลเลอร์หัวลาก เพื่อขนส่งจากจุด A ไปจุด B โดยตรง วิธีนี้ช่วยให้คุมต้นทุนได้ง่ายหากคุณมีสินค้าเต็มคันรถ (FTL) ข้อดีคือคุณไม่ต้องกังวลเรื่องการวัดขนาดสินค้าซ้ำซ้อนและลดโอกาสสินค้าปะปนกับเจ้าอื่น แต่หากคุณมีปริมาณสินค้าไม่เต็มคันรถ อาจทำให้ต้นทุนต่อหน่วยสูงขึ้นทันที เพราะคุณยังต้องจ่ายราคาเต็มเหมือนเดิม นอกจากนี้หากคุณวางแผนจัดการเที่ยวรถขากลับไม่ดีพอ อาจแบกรับภาระต้นทุนส่วนของเที่ยวรถเปล่าเข้าไปด้วย

3. คิดตามระยะทาง

เป็นการจ่ายตามกิโลเมตรจริงที่รถวิ่งจากจุดเริ่มต้นไปถึงปลายทาง โดยอ้างอิงราคาต่อกิโลเมตรตามตารางมาตรฐานหรือตามราคาที่ตกลงกัน ข้อดีคือโปร่งใสและยุติธรรมสำหรับงานที่มีระยะทางชัดเจน ช่วยให้คุณจ่ายเงินตามการใช้งานจริงๆ แต่ข้อเสียคือการควบคุมงบที่ยากหากต้องวิ่งอ้อมเมื่อเกิดเหตุสุดวิสัย หรือการส่งในพื้นที่ห่างไกลที่บวกค่าบริการพิเศษเพิ่ม และหากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ต้นทุนต่อกิโลเมตรก็อาจถูกปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ปัจจัยแฝงที่ทำให้ค่าขนส่งทางบกบานปลาย

นอกจากค่าจ้างพื้นฐานแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มที่จะงอกออกมาได้ง่ายๆ หากคุณวางแผนไม่ดีพอ ไม่ว่าจะเป็น…

  • ค่าเสียเวลา (Demurrage Charge): เกิดจากการจอดรอขึ้น-ลงของที่หน้างานนานเกินกำหนด ซึ่งบริษัทขนส่งส่วนใหญ่จะคิดเงินเพิ่มเป็นรายชั่วโมง เนื่องจากพวกเขากำลังเสียโอกาสในการไปรับงานถัดไป
  • ค่าแวะจุดรับ-ส่ง (Drop Point Charge): ในกรณีที่มีออเดอร์เดียวแต่ต้องให้รถแวะหลายที่ ยิ่งจุดเยอะ ค่าบริหารจัดการและค่าน้ำมันช่วงสตาร์ทรถบ่อยๆ ก็จะถูกบวกเพิ่มเข้าไปด้วย
  • ค่าแรงยกของ (Labor Cost): หากสินค้าของคุณไม่ได้วางบนพาเลทที่ใช้รถยกได้ทันที แต่ต้องใช้คนช่วยแบกขึ้น-ลง ก็จะคิดค่าแรงพนักงานส่วนนี้เพิ่มเป็นจำนวนเงินที่สูงพอสมควร
  • ค่าความล้มเหลว (Wrong Delivery/Return): เมื่อไปส่งแล้วไม่มีคนรับ หรือข้อมูลที่อยู่ผิดจนต้องตีรถกลับไปใหม่ คุณอาจต้องจ่ายค่าขนส่งซ้ำเป็นสองเท่าโดยเปล่าประโยชน์
  • ค่าบริหารเที่ยวรถเปล่า (Backhaul Opportunity): หากคุณจ้างรถไปส่งของอย่างเดียวแล้วให้รถตีกลับว่างๆ บริษัทขนส่งจะบวกค่าเสียโอกาสขากลับรวมเข้าไปในราคาขาไปด้วย

ไม่อยากโดนค่าขนส่งทางบกเพิ่ม บริหารอย่างไรให้คุ้มทุน

1. โปรแกรมบัญชีขนส่ง

เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้คุณกะเทาะเปลือกต้นทุนแฝงออกมาทั้งหมด โปรแกรมนี้จะช่วยสรุปรายจ่ายรายเที่ยวแบบเรียลไทม์ พร้อมเปรียบเทียบราคากับกำไรจากการขายสินค้าทันที คุณจึงรู้ได้เลยว่าเที่ยวไหนที่ทำกำไร เที่ยวไหนที่ขาดทุนเพราะถูกค่าขนส่งกินจนหมด การมองเห็นตัวเลขเหล่านี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่าเส้นทางไหนคุ้มที่จะไปต่อ เส้นทางไหนควรจะต้องปรับราคาใหม่

2. โปรแกรมจัดการขนส่ง (Transportation Management System)

โปรแกรมจัดการขนส่ง หรือ TMS เป็นโปรแกรมที่เน้นเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด โดยเฉพาะฟีเจอร์การวางแผนจัดเรียงสินค้า (Load Optimization) ที่ช่วยให้คุณคำนวณการใช้พื้นที่บนรถได้อย่างเต็มศักยภาพ ลดช่องว่างในตู้บรรทุกให้เหลือน้อยที่สุด ส่งผลต่อการลดจำนวนเที่ยวรถที่ไม่จำเป็นลง ยิ่งคุณจัดของได้แน่นและเป็นระบบมากเท่าไหร่ ต้นทุนเฉลี่ยต่อชิ้นก็จะยิ่งถูกลงเท่านั้น

3. ERP ขนส่ง (Enterprise Resource Planning)

ERP ขนส่ง คือระบบอัจฉริยะที่เชื่อมโยงทุกฟันเฟืองของธุรกิจเข้าด้วยกัน ตั้งแต่การรับออเดอร์ การบริหารคลังสินค้า การเบิกจ่ายน้ำมัน ไปจนถึงการตัดรอบบิลเรียกเก็บเงิน ระบบนี้จะช่วยปิดช่องโหว่เรื่องการทุจริตและการเบิกจ่ายเกินจริง พร้อมทั้งกำจัดค่าใช้จ่ายแฝงที่หาคำตอบไม่ได้ ช่วยให้คุณมองเห็นภาพรวมของธุรกิจได้แบบ 360 องศา

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าขนส่งทางบก

1. ค่าขนส่งทางบก ต้องเสีย VAT 7% หรือไม่?

โดยพื้นฐานแล้วการให้บริการขนส่ง0tได้รับการยกเว้น VAT ตามประมวลรัษฎากร แต่หากผู้ขนส่งบางรายมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี อาจเลือกจดทะเบียน VAT เพื่อนำภาษีซื้อมาหักลบ นอกจากนี้ หากในใบเสร็จระบุว่าเป็นค่าบริการ แทนที่จะเป็นค่าขนส่งอย่างเดียว คุณจะต้องเสีย VAT 7% ตามกฎหมาย

2. ค่าขนส่งทางบก หัก ณ ที่จ่าย 1% หรือ 3% กันแน่?

หากคุณจ้างเพื่อขนส่งสินค้าเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าผู้รับจ้างจะเป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา ตามกฎหมายสรรพากรกำหนดให้หักภาษี ณ ที่จ่ายที่ 1% แต่ถ้าสัญญาหรือใบเสร็จระบุว่าเป็นค่าบริการ หรือเป็นการจ้างในลักษณะจ้างทำของที่มีการขนส่งเป็นเพียงส่วนหนึ่ง เช่น จ้างขนของพร้อมพนักงานช่วยติดตั้ง หรือจ้างบริษัทออร์แกไนเซอร์ กรณีนี้จะถือเป็นงานบริการ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ 3%

3. แล้วถ้ารวมค่าขนส่งไปในค่าสินค้าเลย จะมีปัญหาอะไรไหม?

หากคุณระบุราคาขายรวมค่าขนส่งไปในยอดเดียวโดยไม่แยกรายการให้ชัดเจนในใบกำกับภาษี สรรพากรจะถือว่ายอดทั้งหมดนั้นคือค่าสินค้า ซึ่งต้องนำมาคำนวณ VAT 7% จากยอดรวมทั้งหมด แต่หากคุณแยกบรรทัดรายการระหว่างค่าสินค้า (เสีย VAT 7%) และค่าขนส่ง (ยกเว้น VAT) ออกจากกันชัดเจน จะช่วยให้คุณและลูกค้าประหยัดภาระภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนของค่าขนส่ง แถมยังช่วยให้การบันทึกบัญชีเพื่อดูต้นทุนจริงทำได้ง่ายขึ้นด้วย

ข่าวสารและบทความ

ค่าขนส่งทางเรือ
22 พฤษภาคม 2569

ค่าขนส่งทางเรือมีอะไรบ้าง อัตราประมาณเท่าไหร่ คำนวณอย่างไรดี

ค่าขนส่งทางเรือมีอะไรบ้าง พร้อมขั้นตอนการส่งออก-นำเข้าที่ควรรู้ รวมถึงวิธีคำนวณค่าระวางเรือแบบ CBM ง่ายๆ ด้วยตัวเอง

ค่าขนส่งทางบก
22 พฤษภาคม 2569

เปิดโครงสร้างค่าขนส่งทางบก บริหารอย่างไรให้คุ้มทุน ไม่โดนบวกเพิ่ม

เผยค่าขนส่งทางบกแบบหมดเปลือก เพื่อให้คุณเข้าใจโครงสร้างราคา ปัจจัยแฝงที่ทำให้กำไรหาย และเทคนิคบริหารเที่ยวรถให้คุ้มทุนด้วยระบบที่เกี่ยวข้อง

ประเภทของการขนส่ง
22 พฤษภาคม 2569

5 ประเภทของการขนส่ง มีอะไรบ้าง เจาะลึกข้อดีข้อเสีย แบบไหนดีที่สุด

เจาะลึกทุกรายละเอียดเกี่ยวกับประเภทของการขนส่งทั้ง 5 แบบ แบบไหนเหมาะกับธุรกิจของคุณมากที่สุด หาคำตอบได้ในบทความนี้เลย