รถวิ่งเปล่า (Empty Trip) คืออะไร? วิธีลดเที่ยวเปล่าและต้นทุน
รถวิ่งเปล่า (Empty Trip) คืออะไร และลดต้นทุนขนส่งได้อย่างไร?
รถวิ่งเปล่า (Empty Trip) เป็นต้นทุนแฝงที่ส่งผลโดยตรงต่อผลกำไรของธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ เพราะแม้รถจะไม่มีสินค้าบรรทุก ธุรกิจก็ยังต้องรับผิดชอบค่าน้ำมัน ค่าแรงพนักงานขับรถ ค่าทางด่วน ค่าบำรุงรักษา และค่าเสื่อมราคาของรถ
หากธุรกิจมีสัดส่วนเที่ยวเปล่าสูง ต้นทุนการขนส่งต่อหน่วยย่อมเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น การบริหารเที่ยวขาไปและขากลับอย่างเป็นระบบจึงมีบทบาทสำคัญในการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้รถ และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ
รถวิ่งเปล่า (Empty Trip) คืออะไร?
รถวิ่งเปล่า หมายถึง การที่รถขนส่งเดินทางโดยไม่มีสินค้าบรรทุก โดยมักเกิดขึ้นหลังจากรถส่งสินค้าที่ปลายทางเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่มีงานหรือสินค้าให้รับกลับมายังพื้นที่ต้นทาง
ตัวอย่างเช่น รถบรรทุกนำสินค้าจากกรุงเทพฯ ไปส่งที่เชียงใหม่ เมื่อส่งสินค้าเสร็จ รถต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยไม่มีสินค้าขากลับ แม้การเดินทางดังกล่าวจะไม่สร้างรายได้ แต่ธุรกิจยังคงมีค่าใช้จ่ายตลอดเส้นทาง
ด้วยเหตุนี้ ต้นทุนของงานขนส่งจึงไม่ควรคำนวณเฉพาะเที่ยวที่มีสินค้า แต่ต้องรวมต้นทุนการเดินทางกลับและระยะทางวิ่งเปล่าไว้ด้วย
Empty Trip ต่างจาก Underutilized Trip อย่างไร?
รถวิ่งเปล่าไม่ใช่กรณีเดียวกับรถที่บรรทุกสินค้าไม่เต็มความจุ แม้ทั้งสองปัญหาจะทำให้ธุรกิจใช้ทรัพยากรได้ไม่เต็มประสิทธิภาพก็ตาม
การแยกสองกรณีนี้ให้ชัดเจนช่วยให้ธุรกิจเลือกแนวทางแก้ไขได้ตรงกับสาเหตุของปัญหา
สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเที่ยวเปล่า
1.ไม่มีสินค้าสำหรับเที่ยวขากลับ
ธุรกิจอาจมีคำสั่งซื้อสำหรับเที่ยวขาไป แต่ไม่มีสินค้าหรืองานขนส่งจากพื้นที่ปลายทางกลับมายังพื้นที่ต้นทาง รถจึงต้องเดินทางกลับโดยไม่มีภาระบรรทุก
2.ปริมาณสินค้าในแต่ละพื้นที่ไม่สมดุล
บางพื้นที่มีความต้องการขนส่งสินค้าเข้าสูง แต่มีปริมาณสินค้าออกน้อย ความไม่สมดุลนี้ทำให้การหางานขากลับทำได้ยาก โดยเฉพาะเส้นทางระหว่างจังหวัดหรือพื้นที่ห่างไกล
3.การวางแผนเส้นทางไม่มีประสิทธิภาพ
การจัดรถโดยพิจารณาเฉพาะคำสั่งซื้อแต่ละรายการอาจทำให้ผู้วางแผนมองไม่เห็นโอกาสในการรวมเที่ยว รับสินค้าระหว่างทาง หรือเชื่อมงานหลายรายการเข้าด้วยกัน
4.ข้อมูลการขนส่งไม่เชื่อมต่อกัน
หากฝ่ายขาย คลังสินค้า ฝ่ายจัดรถ และพนักงานขับรถใช้ข้อมูลคนละระบบ ผู้วางแผนอาจไม่เห็นสถานะรถ ความจุที่เหลือ หรืองานใหม่ได้ทันเวลา จึงพลาดโอกาสในการจับคู่รถกับสินค้า
5.ข้อจำกัดด้านเวลาและประเภทรถ
สินค้าบางประเภทต้องใช้รถเฉพาะ เช่น รถห้องเย็น รถบรรทุกสารเคมี หรือรถขนส่งวัตถุอันตราย รถเหล่านี้อาจไม่สามารถรับสินค้าทั่วไปในเที่ยวกลับได้
นอกจากนี้ หากเวลารับสินค้าไม่สอดคล้องกับกำหนดการเดินรถ การรอรับงานขากลับอาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้นหรือกระทบต่อการส่งมอบเที่ยวถัดไป
รถวิ่งเปล่าส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างไร?
ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น
รถทุกคันมีต้นทุนตามระยะทาง ไม่ว่าจะมีสินค้าบรรทุกหรือไม่ เที่ยวเปล่าจึงทำให้ธุรกิจมีค่าน้ำมัน ค่าแรง ค่าทางด่วน และค่าบำรุงรักษาเพิ่มขึ้นโดยไม่มีรายได้มาชดเชย
กำไรต่อเที่ยวลดลง
หากธุรกิจตั้งราคาค่าขนส่งโดยพิจารณาเฉพาะเที่ยวขาไป ราคาที่เรียกเก็บอาจไม่ครอบคลุมต้นทุนการเดินทางทั้งรอบ ส่งผลให้อัตรากำไรจริงต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้
ใช้รถและบุคลากรไม่เต็มประสิทธิภาพ
รถบรรทุกและพนักงานขับรถเป็นทรัพยากรที่มีต้นทุนสูง การใช้เวลาไปกับเที่ยวที่ไม่สร้างรายได้ทำให้จำนวนงานที่สามารถให้บริการต่อวันหรือต่อเดือนลดลง
รถเสื่อมสภาพโดยไม่สร้างผลตอบแทน
เที่ยวเปล่ายังคงเพิ่มระยะทางสะสมของรถ ทำให้เครื่องยนต์ ยาง ระบบเบรก และอุปกรณ์ต่าง ๆ เสื่อมสภาพ ธุรกิจจึงต้องรับภาระค่าบำรุงรักษาและค่าเสื่อมราคาเพิ่มขึ้น
เพิ่มการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
รถที่เดินทางโดยไม่มีสินค้าใช้น้ำมันและปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ด้านการขนส่ง การลดเที่ยวเปล่าจึงช่วยสนับสนุนทั้งเป้าหมายด้านต้นทุนและนโยบายความยั่งยืนขององค์กร
วิธีคำนวณอัตรารถวิ่งเปล่า
ธุรกิจสามารถวัดประสิทธิภาพการใช้รถจากจำนวนเที่ยวและระยะทางวิ่งเปล่าได้
อัตราเที่ยวเปล่า
อัตราเที่ยวเปล่า (%) = จำนวนเที่ยวเปล่า ÷ จำนวนเที่ยวทั้งหมด × 100
ตัวอย่างเช่น บริษัทมีการเดินรถทั้งหมด 200 เที่ยวต่อเดือน และเป็นเที่ยวเปล่า 30 เที่ยว
อัตราเที่ยวเปล่า = 30 ÷ 200 × 100 = 15%
หมายความว่า ทุก 100 เที่ยวของบริษัท มีเที่ยวที่ไม่สร้างรายได้จากการขนส่งประมาณ 15 เที่ยว
อัตราระยะทางวิ่งเปล่า
การพิจารณาเฉพาะจำนวนเที่ยวอาจไม่เพียงพอ เพราะเที่ยวเปล่าระยะทาง 20 กิโลเมตรย่อมมีผลต่อต้นทุนน้อยกว่าเที่ยวเปล่าระยะทาง 500 กิโลเมตร
อัตราระยะทางวิ่งเปล่า (%) = ระยะทางวิ่งเปล่าทั้งหมด ÷ ระยะทางเดินรถทั้งหมด × 100
ธุรกิจควรติดตามตัวชี้วัดทั้งสองรายการร่วมกัน เพื่อให้เห็นผลกระทบด้านต้นทุนและประสิทธิภาพการใช้รถอย่างแม่นยำ
ตัวอย่างต้นทุนจากเที่ยวเปล่า
สมมติว่ารถมีต้นทุนการเดินทางเฉลี่ย 25 บาทต่อกิโลเมตร และต้องวิ่งเปล่ากลับเป็นระยะทาง 300 กิโลเมตร
ต้นทุนเที่ยวเปล่า = 25 × 300 = 7,500 บาท
ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมค่าเสียโอกาสจากการที่รถไม่สามารถรับงานอื่นได้ในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้งนี้ ต้นทุนจริงของแต่ละธุรกิจจะแตกต่างกันตามประเภทรถ ราคาน้ำมัน ค่าแรง และสภาพเส้นทาง
Backhaul ช่วยลดเที่ยวเปล่าได้อย่างไร?
สำหรับลดเที่ยวเปล่าและเพิ่มรายได้จากทรัพยากรเดิม
ตัวอย่างเช่น รถนำสินค้าอุปโภคบริโภคจากกรุงเทพฯ ไปส่งในภาคตะวันออก จากนั้นรับผลผลิตทางการเกษตรจากพื้นที่ดังกล่าวกลับเข้ากรุงเทพฯ รถคันเดียวกันจึงสามารถสร้างรายได้จากทั้งเที่ยวขาไปและขากลับ
อย่างไรก็ตาม ก่อนรับงาน Backhaul ธุรกิจต้องพิจารณาประเภทรถ ความจุ น้ำหนักสินค้า ระยะทางที่เพิ่มขึ้น เวลารอรับสินค้า มาตรฐานความสะอาด และกำหนดส่งมอบเที่ยวถัดไป
7 วิธีลดรถวิ่งเปล่าและต้นทุนขนส่ง
1. วางแผนเที่ยวขาไปและขากลับพร้อมกัน
ก่อนปล่อยรถออกเดินทาง ควรตรวจสอบคำสั่งซื้อในพื้นที่ปลายทางและบริเวณใกล้เคียง เพื่อหาโอกาสรับสินค้ากลับหรือเชื่อมงานหลายเที่ยวเข้าด้วยกัน
2. รวมข้อมูลคำสั่งซื้อและสถานะรถไว้ในระบบเดียว
ผู้วางแผนควรเห็นตำแหน่งรถ ประเภทรถ ความจุที่เหลือ เวลาว่าง และคำสั่งซื้อจากข้อมูลชุดเดียวกัน เพื่อจับคู่รถกับงานได้อย่างรวดเร็ว
3. ใช้ระบบบริหารจัดการขนส่ง หรือ TMS
Transportation Management System หรือระบบ TMS ช่วยจัดเส้นทาง วางแผนการใช้รถ ติดตามสถานะ และวิเคราะห์ต้นทุนรายเที่ยวได้อย่างเป็นระบบ ช่วยลดการทำงานซ้ำซ้อนและทำให้ธุรกิจตัดสินใจจากข้อมูลจริง
4. สร้างเครือข่ายสินค้าขากลับ
ธุรกิจควรสร้างเครือข่ายกับผู้ผลิต คลังสินค้า ผู้ให้บริการขนส่ง และคู่ค้าในพื้นที่ปลายทาง เพื่อเพิ่มโอกาสในการรับสินค้าขากลับโดยไม่ต้องออกนอกเส้นทางมากเกินไป
5. รวมสินค้าหลายรายการในเที่ยวเดียว
การรวมสินค้า หรือ Load Consolidation ช่วยเพิ่มอัตราการใช้พื้นที่บรรทุก โดยเฉพาะคำสั่งซื้อขนาดเล็กที่มีต้นทาง ปลายทาง หรือช่วงเวลาส่งใกล้เคียงกัน
6. วิเคราะห์เส้นทางที่มีเที่ยวเปล่าสูง
ควรตรวจสอบว่ารถประเภทใด เส้นทางใด และช่วงเวลาใดมีสัดส่วนเที่ยวเปล่าสูงเป็นพิเศษ จากนั้นจึงปรับตารางเดินรถ หาเครือข่ายสินค้าขากลับ หรือพิจารณาใช้ผู้รับเหมาขนส่งในบางเส้นทาง
7. กำหนด KPI และติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
ธุรกิจควรกำหนดเป้าหมายและติดตามตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้อง เช่น
* อัตราเที่ยวเปล่า
* อัตราระยะทางวิ่งเปล่า
* อัตราการใช้ความจุรถ
* ต้นทุนต่อกิโลเมตร
* รายได้ต่อรถหนึ่งคัน
* จำนวนเที่ยวต่อรถต่อเดือน
ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ธุรกิจประเมินผลของมาตรการต่าง ๆ และปรับปรุงการบริหารรถได้อย่างตรงจุด
Q&Aคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรถวิ่งเปล่า
Q.Backhaul กับ Empty Trip แตกต่างกันอย่างไร?
A.Empty Trip คือเที่ยวที่รถเดินทางโดยไม่มีสินค้า ส่วน Backhaul คือการขนส่งสินค้าขากลับ การวางแผน Backhaul อย่างเหมาะสมจึงช่วยลดจำนวนเที่ยวเปล่าได้
Q.อัตราเที่ยวเปล่าคำนวณอย่างไร?
A.คำนวณจากจำนวนเที่ยวเปล่าหารด้วยจำนวนเที่ยวทั้งหมด แล้วคูณด้วย 100 นอกจากนี้ ควรวัดสัดส่วนระยะทางวิ่งเปล่าเพื่อให้เห็นผลกระทบด้านต้นทุนอย่างครบถ้วน
Q.ธุรกิจควรรับงานขากลับทุกครั้งหรือไม่?
A.ไม่จำเป็น ธุรกิจควรเปรียบเทียบรายได้กับค่าน้ำมัน ค่าแรง ระยะทางเพิ่มเติม เวลารอ และค่าเสียโอกาสก่อนตัดสินใจรับงาน
Q.ระบบ TMS ช่วยลดเที่ยวเปล่าได้อย่างไร?
A.ระบบ TMS ช่วยรวบรวมข้อมูลคำสั่งซื้อ รถ เส้นทาง และตารางเวลาไว้ในระบบเดียว ทำให้ผู้วางแผนมองเห็นโอกาสในการรวมเที่ยว จัดเส้นทาง และจับคู่รถกับสินค้าขากลับได้ง่ายขึ้น
สรุป
รถวิ่งเปล่า (Empty Trip) คือการเดินรถโดยไม่มีสินค้าบรรทุก เป็นปัญหาที่ทำให้ธุรกิจมีต้นทุนเพิ่มขึ้นโดยไม่สร้างรายได้ ทั้งยังส่งผลต่อกำไร ประสิทธิภาพการใช้รถ อายุการใช้งานของอุปกรณ์ และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ธุรกิจสามารถลดเที่ยวเปล่าได้ด้วยการวางแผนเที่ยวขาไปและขากลับพร้อมกัน จัดหา Backhaul รวมสินค้า เชื่อมโยงข้อมูล ใช้ระบบ TMS และติดตาม KPI อย่างต่อเนื่อง
เพราะหัวใจสำคัญไม่ใช่การพยายามกำจัดเที่ยวเปล่าทั้งหมด แต่เป็นการควบคุมให้ทุกเที่ยวและทุกกิโลเมตรของการเดินรถสร้างความคุ้มค่าสูงสุดให้แก่ธุรกิจ