24 กุมภาพันธ์ 2569

รู้จักประเภทรถบรรทุก 9 ประเภท ตามกรมขนส่ง ต่างกันยังไงบ้าง

รถบรรทุก 9 ประเภท

รู้จักประเภทรถบรรทุก 9 ประเภท ตามกรมขนส่ง ต่างกันยังไงบ้าง

ในโลกของการขนส่งและระบบโลจิสติกส์ ยานพาหนะที่พบเห็นกันอยู่ประจำและถูกใช้งานกันอยู่ตลอดนั่นคือ “รถบรรทุก” ยิ่งถ้าธุรกิจของคุณมี เช่น ระบบ จะช่วยให้การทำงานง่ายขึ้นกว่าเดิม ยิ่งถ้าธุรกิจไหนเลือกใช้ระบบ ด้วยแล้วย่อมเพิ่มศักยภาพการทำงานทั้งระบบองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตามเมื่อธุรกิจส่วนใหญ่ต้องใช้รถบรรทุกในการขนส่ง จึงอยากแนะนำให้รู้จักกับประเภทรถบรรทุก 9 ประเภท ตามข้อกำหนดของกรมการขนส่งทางบก ซึ่งได้แบ่งประเภทรถบรรทุกเอาไว้ ดังนี้

ประเภทรถบรรทุก 9 ประเภท ตามการแบ่งของกรมการขนส่ง

1.รถกระบะบรรทุก 

ประเภทรถบรรทุกแรกมักพบเจอได้บ่อยกับโรงงานหรือธุรกิจที่ขนส่งสินค้าขนาดเล็ก ลักษณะเป็นรถกระบะ (นิยมใช้แบบตอนเดียว) มีหลังคา หรือไม่มีหลังคาก็ได้ (หากมีหลังคายังแบ่งแยกย่อยออกไปอีก เช่น หลังคาทึบสูง หลังคาทึบเตี้ย หลังคาแบบเป็นกรงด้านข้าง ฯลฯ) บางคันอาจมีอุปกรณ์ทุ่นแรงสำหรับช่วยขนย้ายสินค้า ผู้ขับต้องมีใบอนุญาตขับขี่ชนิดที่ 2 (บ.2 หรือ ท.2)

2. รถตู้บรรทุก

ประเภทรถบรรทุกตามกฎหมายต่อมาจะมีลักษณะเป็นตู้ทึบทั้งหมด มีหลังคาและประตูด้านหลังปิดมิดชิด ขนาดใหญ่กว่ารถกระบะ ด้านหน้าเป็นห้องโดยสารแบบตอนเดียว จำนวนล้ออาจมีได้ทั้งแบบ 4 ล้อใหญ่ หรือ 6 ล้อใหญ่ มักขนสินค้าจำนวนมาก สินค้าขนาดใหญ่ สินค้าที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ หรือต้องอยู่ในอุณหภูมิเหมาะสม ไม่โดนแดด โดนฝน ผู้ขับต้องมีใบอนุญาตขับขี่ชนิดที่ 2 (บ.2 หรือ ท.2)

3. รถบรรทุกของเหลว

มีลักษณะเด่นที่ต่างจาก 2 ประเภทแรกนั่นคือ ด้านหลังมีลักษณะคล้ายถังขนาดใหญ่ถูกออกแบบเพื่อให้ในการบรรทุกของเหลวเป็นหลัก เช่น น้ำเปล่า น้ำมัน น้ำยาต่าง ๆ ที่ไม่ได้เป็นสารเคมีอันตรายมากนัก ด้านหน้าออกแบบเหมือนกับรถบรรทุกขนาดใหญ่ ถังต้องแข็งแรง ปลอดภัย ตัวรถรับน้ำหนักได้ดี ผู้ขับต้องมีใบอนุญาตขับขี่ชนิดที่ 4 (บ.4 หรือ ท.4) สำหรับใช้ขับรถที่ขนส่งวัตถุอันตราย

4. รถบรรทุกวัสดุอันตราย

รถบรรทุกประเภทนี้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในการขนย้ายวัตถุอันตรายทุกประเภท เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง สารเคมี กรด วัตถุไวไฟ วัตถุระเบิด หรืออื่น ๆ ที่อาจเป็นอันตรายได้หากการขนส่งไม่มีประสิทธิภาพมากพอ มีป้ายเตือนระบุชัดเจนเพื่อแจ้งให้เพื่อนร่วมถนนขับขี่อย่างระวังมากขึ้น ผู้ขับต้องมีใบอนุญาตขับขี่ชนิดที่ 4 (บ.4 หรือ ท.4) สำหรับใช้ขับรถที่ขนส่งวัตถุอันตราย

5. รถบรรทุกเฉพาะกิจ

รถบรรทุกประเภทต่าง ๆ ถูกออกแบบมาเพื่อจุดประสงค์แตกต่างกันออกไป ซึ่งรถบรรทุกเฉพาะกิจคือสิ่งที่สังเกตได้ชัดเจนมากสุดในเรื่องนี้ เพราะการออกแบบจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามลักษณะสินค้าที่ทำการขนส่ง เช่น รถขนส่งเครื่องดื่มด้านข้างตู้สามารถทำเป็นประตูเลื่อนเปิด-ปิดได้ มีการดีไซน์ภายในให้เหมาะกับการวางขวดน้ำ ลังน้ำ รถผสมซีเมนต์ถูกออกแบบให้มีตู้บรรทุกคล้ายโอ่งน้ำ สามารถหมุนได้ตลอดเพื่อป้องกันไม่ให้ซีเมนต์เกิดการแข็งตัว รถเก็บขยะ ด้านหลังถูกออกแบบให้เปิดโล่ง (แต่มีประตูสำหรับปิดได้) เพื่อให้สะดวกต่อการจัดเก็บขยะ เป็นต้น ผู้ขับต้องมีใบอนุญาตขับขี่ชนิดที่ 4 (บ.4 หรือ ท.4) สำหรับใช้ขับรถที่ขนส่งวัตถุอันตราย

6. รถพ่วง

นี่คืออีกประเภทรถบรรทุกที่พบเจอได้บ่อยไม่แพ้กันบนท้องถนน ลักษณะรถไม่มีเครื่องยนต์ในตัวเองจึงต้องใช้รถคันอื่นมาช่วยลาก ด้านหลังวางตู้คอนเทนเนอร์ หรือพ่วงด้วยกระบะต่อท้ายเพื่อให้สามารถเคลื่อนที่ไปยังปลายทางได้ เหมาะกับการขนส่งสินค้าจำนวนเยอะมาก สินค้าขนาดใหญ่ แต่จะมีกฎระเบียบในการขับขี่เยอะ เช่น ห้ามเข้าบริเวณตัวเมืองตามช่วงเวลาที่กำหนด เป็นต้น ผู้ขับต้องมีใบอนุญาตขับขี่ชนิดที่ 3 (บ.3 หรือ ท.3) สำหรับใช้ขับรถสิบล้อพ่วง หรือรถหัวลาก

7. รถกึ่งพ่วง

รถบรรทุกประเภทนี้จะคล้ายกับรถพ่วงแต่ความต่างคือ มีแต่ตัวรถ ไม่มีเครื่องยนต์ จึงต้องอาศัยการพ่วงหัวลากเพื่อให้รถสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ ทั้งนี้น้ำหนักบางส่วนยังต้องถูกแบ่งลงไปบนเพลาตัวหัวลาก มักถูกใช้สำหรับการขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ หรือมีความยาวมาก ๆ ผู้ขับต้องมีใบอนุญาตขับขี่ชนิดที่ 3 (บ.3 หรือ ท.3) สำหรับใช้ขับรถสิบล้อพ่วง หรือรถหัวลาก

8. รถกึ่งพ่วงวัสดุยาว

ลักษณะเป็นแบบเดียวกับรถกึ่งพ่วง แต่ถูกออกแบบมาให้ยาวเป็นพิเศษเพื่อรองรับสินค้าที่มีขนาดยาวมาก ๆ เช่น เสาไฟฟ้า ชิ้นส่วนอาคาร อุปกรณ์ก่อสร้างบางประเภท บ้านน็อกดาวน์ขนาดใหญ่ จุดเด่นคือโครงโลหะบนตัวพ่วงสามารถปรับให้เหมาะกับช่วงล้อของการลากจูงได้ ผู้ขับต้องมีใบอนุญาตขับขี่ชนิดที่ 3 (บ.3 หรือ ท.3) สำหรับใช้ขับรถสิบล้อพ่วง หรือรถหัวลาก

9. รถลากจูง

ประเภทรถบรรทุกสุดท้ายมักพบเจอเมื่อรถเกิดอุบัติเหตุจนไม่สามารถขับต่อได้ หรือใช้เพื่อลากจูงวัตถุอื่น ๆ มีทั้งรูปแบบพ่วงและกึ่งพ่วง ด้วยรถที่จะลากนั้นไม่สามารถเคลื่อนตัวเองได้ จึงต้องอาศัยการลากจูงจากรถที่มีศักยภาพจริง ผู้ขับต้องมีใบอนุญาตขับขี่ชนิดที่ 2 (บ.2 หรือ ท.2)

FAQ: คำถามที่พบบ่อย

Q: เลือกรถบรรทุกแบบไหนให้เหมาะกับธุรกิจ?

A: สามารถเลือกประเภทรถบรรทุกตามกฎหมายที่เหมาะกับสินค้า หรือการขนส่งของธุรกิจได้เลย

Q: เลือกรถบรรทุกได้เหมาะสม มีข้อดียังไง?

A: ช่วยประหยัดต้นทุน สร้างความคุ้มค่า เพิ่มประสิทธิภาพให้การทำงานออกมาดีที่สุด

Q: ใบขับขี่ประเภท 2 ใช้ขับรถอะไรได้บ้าง?

A: ใบขับขี่ประเภท 2 ใช้ขับรถได้ทั้งรถส่วนบุคคลและรถสาธารณะ เช่น รถบรรทุกหกล้อ รถตู้ รถเก๋ง กระบะ หรือรถประเภทอื่น ๆ

ข่าวสารและบทความ

ERP vs TMS
24 กุมภาพันธ์ 2569

ERP vs TMS แตกต่างกันอย่างไร สำหรับธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์

เปรียบเทียบ ERP vs TMS แตกต่างกันอย่างไรในธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ พร้อมข้อดีของการใช้งานร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และบริหารงานขนส่งได้แม่นยำยิ่งขึ้น

รถบรรทุก 9 ประเภท
24 กุมภาพันธ์ 2569

รู้จักประเภทรถบรรทุก 9 ประเภท ตามกรมขนส่ง ต่างกันยังไงบ้าง

สรุปประเภทรถบรรทุก 9 ประเภท ตามกรมการขนส่งทางบก แตกต่างกันอย่างไร ใช้งานแบบไหน พร้อมข้อมูลใบขับขี่ที่ต้องใช้ เหมาะสำหรับธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์

VRP คือ
11 กุมภาพันธ์ 2569

VRP คืออะไร? คู่มือสุดครบครันสำหรับการจัดเส้นทางการขนส่ง

VRP คืออะไร? ทำความรู้จัก Vehicle Routing Planning ระบบวางแผนเส้นทางขนส่ง ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความรวดเร็ว และยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจโลจิสติกส์